ข้าพเจ้า นายสมาน ขั้นชัยภูมิ รหัส 5314770017 วศ.ม. สาขาการตรวจสอบและกฎหมายวิศวกรรม
ขอส่งรายงาน สาร/วัตุอัตรายที่ข้าพเจ้าฯพบอยู่เป็นประจำ
กรดไฮโดรคลอริก หรือ กรดเกลือ (อังกฤษ:hydrochloric acid) เป็นสารประกอบเคมีประเภทกรดละลายในน้ำ โดยเป็นสารละลายของไฮโดรเจนคลอไรด์ (HCl) เป็นกรดแก่, เป็นส่วนประกอบหลักของกรดกระเพาะ (gastric acid) และใช้กันอย่างกว้างในอุตสาหกรรมเป็นของเหลวที่มีพลังการกัดกร่อนสูง
กรดไฮโดรคลอริก หรือ มูเรียติกแอซิด ถูกค้นพบโดยนักเล่นแร่แปรธาตุชื่อจาเบียร์ เฮย์ยัน (Jabir ibn Hayyan) ราวปี 800 ช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรม (Industrial Revolution) ถูกใช้อย่างกว้างขวางในการผลิตสารประกอบอินทรีย์ เช่น วีนิลคลอไรด์ สำหรับผลิต PVC พลาสติก และ MDI/TDI (Toluene Diisocyanate) สำหรับผลิต พอลิยูลิเทน, (polyurethane) และใช้ในการผลิตขนาดเล็กเช่น การผลิต เจนลาติน (gelatin) ใช้ปรุงอาหาร, และ ใช้ฟอกหนัง กำลังผลิตในปัจจุบันประมาณ 20 ล้านเมตริกตัน ต่อปี (20 Mt/a) ของก๊าซ HCl
กรดไฮโดรคลอริก
ชื่อตาม IUPAC
Hydrochloric acid
ชื่ออื่น Muriatic acid, Spirit (s) of Salt, Chlorane
ตัวระบุ
เลขทะเบียน CAS
[7647-01-0][CAS]
EC number
231-595-7
RTECS number
MW4025000
ChemSpider ID
307
คุณสมบัติ
สูตรเคมี
HCl in water (H2O)
มวลต่อหนึ่งโมล
36.46 g/mol (HCl)
ลักษณะทางกายภาพ Clear colorless to
light-yellow liquid
ความหนาแน่น
1.18g/cm3
จุดหลอมเหลว
−27.32 °C (247 K)
38% solution.
จุดเดือด
110 °C (383 K) ,
20.2% solution;
48 °C (321 K) ,
38% solution.
ความสามารถละลายได้ ใน น้ำ
Miscible.
pKa
−8.0
Viscosity
1.9 mPa•s at 25 °C,
31.5% solution
ความอันตราย
MSDS
External MSDS
EU classification
Corrosive (C)
EU Index 017-002-01-X
NFPA 704
0
3
1
COR
R-phrases
R34, R37
S-phrases
(S1/2), S26, S45
จุดวาบไฟ
Non-flammable.
สารอื่นที่เกี่ยวข้อง
แอนไอออนที่เกี่ยวข้อง
F-, Br-, I-
acidsที่เกี่ยวข้อง
Hydrobromic acid
Hydrofluoric acid
Hydroiodic acid
Sulfuric acid
หากมิได้ระบุเป็นอย่างอื่น ข้อมูลที่ให้ไว้นี้คือข้อมูลสาร ณ ภาวะมาตรฐานที่ 25 °C, 100 kPa
การจัดเก็บสารเคมีแยกตามลักษณะอันตรายของ UN
ข้อมูลที่ปรากฏในเอกสารข้อมูลความปลอดภัยสารเคมี (SDS) ในส่วนที่ 7 (Handling and storage) แสดงข้อควรระวังในการจัดเก็บสารเคมี ได้แก่ สภาวะแวดล้อมที่ควรหลีกเลี่ยง และสารเคมีที่ไม่ควรเก็บรวมกัน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เป็นประโยชน์ในการพิจารณาในการจัดเก็บสารเคมีที่ผู้ใช้และครอบครองสารเคมีควรรู้ แต่นอกจากข้อมูลที่แสดงในส่วนที่ 7 นี้นั้น ยังมีข้อมูลอีกส่วนหนึ่งที่ช่วยในการตัดสินใจเพิ่มเติม นั้นคือข้อมูลในส่วนที่ 14 (Transport information) แสดงข้อมูลการจำแนกสารเคมีตามลักษณะอันตรายของสหประชาชาติ หรือ UN class ซึ่งมีความหมายดังนี้
Class 1 หมายถึง สารระเบิดได้
Class 2 หมายถึง ก๊าซ
Class 2.1 หมายถึง ก๊าซติดไฟได้
Class 2.2 หมายถึง ก๊าซไม่ติดไฟ ไม่เป็นพิษ
Class 2.3 หมายถึง ก๊าซพิษ
Class 3 หมายถึง ของเหลวติดไฟได้
Class 4 หมายถึง ของแข็งติดไฟ
Class 4.1 หมายถึง ของแข็งติดไฟ
Class 4.2 หมายถึง วัตถุที่มีแนวโน้มเกิดการเผาไหม้ได้เอง
Class 4.3 หมายถึง สารที่ทำปฏิกิริยากับน้ำแล้วเกิดก๊าซติดไฟได้
Class 5 หมายถึง สาร Oxidizing และ Organic peroxides
Class 5.1 หมายถึง Oxidizing agents
Class 5.2 หมายถึง Organic peroxides
Class 6 หมายถึง สารพิษและสารติดเชื้อ
Class 6.1 หมายถึง สารพิษ
Class 6.2 หมายถึง สารติดเชื้อ
Class 7 หมายถึง สาร/วัตถุกัมมันตรังสี
Class 8 หมายถึง สารกัดกร่อน
Class 9 หมายถึง สารอันตรายอื่นๆ
จำแนกสารตาม UN
เมื่อจำเป็นต้องจัดเก็บสารเคมีไว้จำนวนไม่น้อยนั้น การจัดเก็บสารเคมีแบบแยกประเภทหรือแยกตามลักษณะอันตรายย่อมได้รับความสำคัญ เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติภัยและสร้างความเสียหายแก่เจ้าของสารเคมีและคนใกล้เคียง ในตอนที่ผ่านมาจะเห็นว่ามีข้อมูลไม่น้อยที่เรารู้ได้ง่ายๆ จากสมบัติเบื้องต้น หรือชนิดของสารและสามารถนำมาช่วยตัดสินใจในการแยกเก็บสารเคมีได้ ในตอนนี้ก็จะแสดงให้เห็นถึงอีกหนึ่งข้อมูลที่สามารถนำมาใช้พิจารณาการจัดเก็บสารเคมี
“ข้อมูลที่พูดถึงคือข้อมูลอะไร?”
ข้อมูลดังกล่าวคือ UN Class เป็นการจำแนกสารเคมีหรือวัตถุอันตรายออกเป็น 9 ประเภท เพื่อใช้ในการขนส่ง โดย United Nations Committee of Experts on the Transport of Dangerous Goods สำหรับในประเทศไทย ก็ใช้การจำแนกสารเคมีตาม UN Class เช่นเดียวกัน ตามประกาศกรมการขนส่งทางบก เรื่องกำหนดประเภทหรือชนิดของวัตถุอันตราย 1 การที่เราจะรู้ว่าสารเคมีของเราจัดเป็นประเภทใด สามารถดูได้จาก ส่วนที่ 14 (Transport information) ของเอกสารความปลอดภัยสารเคมี (SDS) ที่เป็นเอกสารบอกชี้ข้อมูลและความอันตราย รวมถึงข้อมูลอื่นสำหรับการจัดการความปลอดภัยเฉพาะสารเคมีนั้นๆ โดยมีรายละเอียดการจำแนกดังนี้ 2
ประเภท 1 คือ สารระเบิดได้ หมายถึง ของแข็ง ของเหลวหรือสารผสมที่สามารถเกิดปฏิกิริยาทางเคมีด้วยตัวเองก่อให้เกิดการระเบิดได้ ตัวอย่างของก๊าซกลุ่มนี้ได้แก่ ลูกระเบิดหรือ กระสุนปืน เป็นต้น
ประเภท 2 คือ สารที่มีสภาพเป็นก๊าซโดยสมบูรณ์ที่ 20 องศาเซลเซียส รวมถึงสารที่มีความดันไอมากกว่า 300 กิโลปาสคาล ที่อุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มย่อย คือ
ประเภท 2.1 คือ ก๊าซไวไฟ หมายถึง ก๊าซที่สามารถติดไฟได้ในภาวะปกติ ตัวอย่างของก๊าซกลุ่มนี้ได้แก่ อะเซทิลีน และก๊าซหุงต้ม เป็นต้น ประเภท 2.2 คือ ก๊าซไม่ไวไฟและไม่เป็นพิษ สามารถแทนที่ออกซิเจนในอากาศและทำให้เกิดภาวะขาดแคลนออกซิเจนได้ ตัวอย่างของก๊าซกลุ่มนี้ได้แก่ ไนโตรเจน และคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นต้น การจัดเก็บสารประเภทนี้ ประเภท 2.3 คือ ก๊าซพิษ หมายถึง ก๊าซที่มีสมบัติเป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือถึงแก่ชีวิตได้ ตัวอย่างของก๊าซกลุ่มนี้ได้แก่ คลอรีนและเมทิลโบรไมด์ เป็นต้น
ประเภท 3 คือ ของเหลวไวไฟ ไอของเหลวไวไฟพร้อมลุกติดไฟเมื่อมีแหล่งประกายไฟ ตัวอย่างของสารกลุ่มนี้ได้แก่ อซิโตนและทินเนอร์ เป็นต้น
ประเภท 4 คือ ของแข็งไวไฟ สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มย่อย คือ ประเภท 4.1 คือ ของแข็งไวไฟ หมายถึง ของแข็งที่สามารถติดไฟได้ง่ายจากการได้รับความร้อนจากประกายไฟ/เปลวไฟ หรือเกิดการลุกไหม้จากการเสียดสี หรือมีแนวโน้มที่จะเกิดปฏิกิริยาคายความร้อนรุนแรง ตัวอย่างของสารกลุ่มนี้ได้แก่ กำมะถัน และแอมโมเนียมพิเครต (เปียก) เป็นต้น ประเภท 4.2 คือ วัตถุที่มีแนวโน้มเกิดการเผาไหม้ได้เอง หมายถึง สารที่มีแนวโน้มที่จะเกิดการลุกไหม้ได้เองในภาวะปกติ ประเภท 4.3 คือ สารที่ทำปฏิกิริยากับน้ำแล้วเกิดก๊าซไวไฟได้
ประเภท 5 คือ สารออกซิไดซ์และสารอินทรีย์เปอร์ออกไซด์ สารประเภทนี้สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มย่อย คือ ประเภท 5.1 คือ สารออกซิไดซ์ หมายถึง ของแข็งหรือของเหลวที่ไม่ติดไฟแต่ให้ออกซิเจนซึ่งช่วยให้วัตถุอื่นเกิดการลุกไหม้ ตัวอย่างของสารกลุ่มนี้ได้แก่ แคลเซียมไฮโปคลอไรท์ และโซเดียมคลอเรต เป็นต้น ประเภท 5.2 คือ สารอินทรีย์เปอร์ออกไซด์ ตัวอย่างของสารกลุ่มนี้ได้แก่ อซิโตนเปอร์ออกไซด์ เป็นต้น
ประเภท 6 คือ สารพิษและสารติดเชื้อ สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มย่อย คือ ประเภท 6.1 คือ สารพิษ ตัวอย่างของสารกลุ่มนี้ได้แก่ โซเดียมไซยาไนด์ และกลุ่มสารกำจัดศัตรูพืชและแมลง เป็นต้น และ ประเภท 6.2 คือ สารติดเชื้อ ตัวอย่างของสารกลุ่มนี้ได้แก่ แบคทีเรียเพาะเชื้อ เป็นต้น
ประเภท 7 คือ สาร/วัตถุกัมมันตรังสี ตัวอย่างของสารกลุ่มนี้ได้แก่ โมนาไซด์ ยูเรเนียม และโคบอลต์-60 เป็นต้น
ประเภท 8 คือ สารกัดกร่อน ตัวอย่างของสารกลุ่มนี้ได้แก่ กรดเกลือ กรดกำมะถัน และโซเดียมไฮดรอกไซด์ เป็นต้น
ประเภท 9 คือ สารอันตรายอื่นๆ
จัดอยู่ในประเภทที่ 8 สารกัดกร่อน ของการจำแนก UN
สถานที่ที่ทำให้เจอ ภายในโรงงาน ที่ข้าพเจ้าฯเข้าตรวจสอบอาคาร
กิจกรรมที่ทำให้ต้องเจอ
ข้าพเจ้าเป็นผู้ตรวจสอบอาคาร
1.บริษัทขอนแก่นบริวเวอรี่ จำกัด จ.ขอนแก่น (2550-ปัจจุบัน)
2.บริษัทไทยน้ำทิพย์ จำกัด โรงงานจ.ขอนแก่นและ จ.นครราชสีมา (2550-ปัจจุบัน)
พิษของกรดเกลือที่มีต่อร่างกาย
กรดไฮโดรคลอริก หรือกรดเกลือ เป็นสารประกอบเคมีประเภทกรดละลายในน้ำ โดยเป็นสารละลายของไฮโดรเจนคลอไรด์ เป็นกรดแก่ และใช้กันอย่างกว้างในอุตสาหกรรม กรดเกลือเป็นของเหลวที่มีพลังการกัดกร่อนสูง
กรดไฮโดรคลอริก ถูกค้นพบโดยนักเล่นแร่แปลธาตุชื่อ จาเบียร์ เฮย์ยัน (Jabir ibn Hayyan) ราวปี 800 ช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรม ถูกใช้อย่างกว้างขวางในการผลิตสารประกอบอินทรีย์ เช่น วีนิลคลอไรด์ สำหรับผลิต PVC พลาสติก และ MDI/TDI (Toluene Diisocyanate) สำหรับผลิตโพลิยูลิเทน (polyurethane) และใช้ในการผลิตขนาดเล็ก เช่น การผลิตเจลลาติน (gelatin) ใช้ปรุงอาหาร และ ใช้ฟอกหนัง กำลังผลิตในปัจจุบันประมาณ 20 ล้านเมตริกตันต่อปีของก๊าซไฮโดรเจรคลอไรด์
สารที่มีสูตรโครงสร้างเป็น HCl ถ้าพบในรูปของเหลว เรียกว่า Hydrochloric acid (กรดเกลือ) ถ้ามีสถานะเป็นก๊าซ เรียกว่า Hydrogen chloride ถ้าสารนี้เกิดปฏิกิริยา acid-base กับสารที่เป็นด่าง จะเรียกว่าเป็นเกลือ hydrochloride ของด่างนั้นๆ
ในการผลิตกรดไฮโดรคลอริกปริมาณมากๆ จะเกี่ยวข้องกับการผลิตสารประกอบเคมีตัวอื่นๆ ในเชิงอุตสาหกรรมด้วย ในอุตสาหกรรมคลอร์-อัลคะไล สารละลายเกลือจะถูกอิเล็กโตรไลซ์ จนได้ผลผลิตออกมาเป็นคลอรีน โซเดียมไฮดรอกไซด์ และก๊าซไฮโดรเจน คลอรีนบริสุทธิ์จะมาผสมกับก๊าซไฮโดรเจนแล้วเกิดเป็นก๊าซไฮโดรเจรคลอไรด์บริสุทธิ์ ก๊าซไฮโดรเจนคลอไรด์บริสุทธิ์ถูกดูดซับลงน้ำ และเข้าสู่ขบวนการเปลี่ยนเป็นกรดเกลือบริสุทธิ์ต่อไป
มักพบกรดเกลือในผลิตภัณฑ์ประเภทน้ำยาล้างห้องน้ำ เพราะกรดเกลือจะมีคุณสมบัติในการกัดกร่อนคราบสกปรก ทำให้สามารถทำความสะอาดสุขภัณฑ์ได้ง่าย ผลิตภัณฑ์เหล่านี้มักจะมีกรดเกลือเป็นส่วนผสมอยู่เสมอ กรดมีฤทธิ์กัดกร่อน ซึ่งจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความเข้มข้น
พิษของกรดเกลือที่มีต่อร่างกาย
• ระบบทางเดินหายใจ
กรดเกลือก่อให้เกิดการระคายเคืองเยื่อบุจมูก ลำคอ และเยื่อบุทางเดินหายใจ อาการจะเริ่มเกิดขึ้นเมื่อสูดดมเข้าไปในปริมาณ 35 ส่วนในล้าน หากได้รับเข้าไป 50 - 100 ส่วนในล้าน อาการจะรุนแรงจนทนไม่ได้ ผลที่เกิดขึ้นกับเยื่อบุทางเดินหายใจส่วนบน เมื่อได้รับกรดเกลือในปริมาณมาก อาจทำให้เนื้อเยื่อบวมอย่างมาก จนเกิดการอุดตันทางเดินหายใจ และ suffocation ได้
ผู้ที่ได้รับพิษขั้นรุนแรงจะมีอาการหายใจหอบ หายใจไม่ทัน เนื่องจากภาวะอุดกั้นหลอดลมขนาดเล็ก บางรายอาจเกิดภาวะปอดบวมน้ำซึ่งเป็นอันตรายอย่างมาก สหรับในเด็ก อาจเกิดอาการกล้ายหอบหืด ซึ่งจะเป็นอยู่นานหลายเดือน และไม่ค่อยตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาขยายหลอดลม
• สมดุลกรด-ด่างของร่างกาย
อาจเกิดขึ้นได้จากการได้รับพิษทางระบบทางเดินอาหาร เนื่องจากคลอไรด์อิออนเพิ่มสูงขึ้น ในเด็กที่มีอัตราการเผลาผลาญในร่างกายสูงจะได้รับผลกระทบมากกว่าปกติ ถึงขั้นเป้นอันตรายต่อชีวิตได้
• ผิวหนัง
แผลที่ผิวหนังเป็นลักษณะแผลลึก คล้ายแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก อาจเกิดแผลที่เยื่อบุซึ่งเป็นเนื้อเยื่ออ่อนได้เช่นกัน การได้รับพิษโดยการสัมผัสกรดไฮโดรคลอริกเข้มข้น จะทำให้เกิดแผลเป็นขนาดใหญ่และลึก หากสัมผัสสารละลายที่เจือจาง ก็จะเกิดเป็นผื่นผิวหนังอักเสบและระคายเคือง ในเด็กจะพบปัญหาที่ผิวหนังมากกว่าผู้ใหญ่
• พิษต่อตา
ไอระเหยของไฮโดรเจนคลอไรด์หรือกรดไฮโดรคลิริก ทำให้เซลล์กระจกตาเกิดการตาย เลนส์ตาเกิดเป็นต้อกระจก และความดันภายในลูกเพิ่มขึ้นจนกลายเป็นต้อหินได้ กรณีที่สัมผัสกับสารละลายที่เจืองจาง จะเกิดแผลที่กระจกตาด้านนอก
• ระบบทางเดินอาหาร
ก่อให้เกิดอาการปวดท้องรุนแรง กลืนลำบาก คลื่นไส้ อาเจียน การได้รับพิษโดยการกินกรดไฮโดรคลอริกเข้มข้น จะทำให้เกิดการหลุดลอกของเยื่อบุหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร เกิดเป็นแผลภายใน มีเลือดออก แผลอาจทะลุได้
• ระบบหัวใจและหลอดเลือด
เกิดขึ้นเมื่อได้รับพิษจากการกินเข้าไป หรือสัมผัสในปริมาณสูง ทั้งกรดไฮโดรคลอริกและแก๊ซไฮโดรเจนคลอไรด์ ทำให้ความดันโลหิตลดต่ำลง เกิดภาวะเลือดออกในทางเดินอาหาร และระบบสมดุลน้ำและของเหลวในร่างกายเสียไป การทำหน้าที่ของปอดจะกลับมาเป็นปกติหลังจากได้รับพิษ 7 - 14 วัน
แนวทางการการป้องกัน
เนื่องจากกรดเกลือมักจะเป็นพิษต่อทางเดินหายใจ และผิวหนังเป็นส่วนใหญ่ จึงมีวิธีการป้องกันดังนี้
1. ควรจัดให้ปฏิบัติงานในห้องที่มีระบบระบายอากาศดี
2. ควรสวมแว่นตานิรภัยหรือหน้ากากป้องกันไอกรด
3. ควรสวมถุงมือชนิดยาวถึงศอก หรือรองเท้าที่ทำจาก PVC
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น